วัดแม่พระลูกประคำ เวียงคุก ( รวมสถานภาวนาบ้านผือ )
ตู้ป.ณ.4 อ.เมือง จ.หนองคาย 43000 โทร.042-411201

                   ขณะที่ คุณพ่อรองแดล อยู่ที่หนองคายนั้น มีชาวบ้านเวียงคุกคนหนึ่งชื่อ พ่อตู้หลวงจันทร์ เกิดความเลื่อมในศรัทธาเพราะเคยได้ข่าวว่า มีผู้มีบุญใส่ชุดขาว ผมยาวอยู่ในที่เวียงจันทร์ และได้เดินทางไปที่เมืองหนองคาย ได้พบกับคุณพ่อรองแดล ซึ่งกำลังสอนศาสนาคริสต์อยู่ จุงเข้าร่วมรับฟัง และเกิความประทับใจในคำสอนที่ว่า “ ศาสนาคริสต์ไม่กลัวผี แต่ผีกลัว และสามารถปราบผีได้ทุกชนิด” (เนื่องจากสมัยนั้น ผู้คนมีความกลัวผีมาก และหาทุกวิถีทางที่จะได้เครื่องรางของขลังมาไว้เพื่อป้องกันตัว) หลวงจันทร์ได้เชิญคุณพ่อรองแดล ไปที่เวียงคุก เพื่อสอนคำสอนให้กับพี่น้องของตน ต่อมาครอบครัวของท่านได้รับศีลล้างบาปเป็นครอบครัวแรกในหมู่บ้านเวียงคุก ท่านได้บริจาคที่ดินสำหรับสร้างวัด และบ้านพักคุณพ่อเป็นการชั่วคราว
                     เนื่องจากคริสตชนที่หนองคายถูกกลั่นแกล้งจากคนที่นับถือศาสนาต่างกัน ทำให้งานแพร่ธรรมเต็มไปด้วยความยากลำบากด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณพ่อรองแดล และคุณพ่ออาทานาซิ-โอ ผาย เกิดความท้อใจในการทำงาน จึงเดินทางไปแพร่ธรรมที่อื่น เมื่อคุณพ่อโปรดอม พร้อมกับคุณพ่อกองเตต์ เดินทางมาที่หนองคาย จึงทราบปัญหานี้ ตัดสินใจย้ายกลุ่มคริสตชนหนองคายไปอยู่ที่เวียงคุก ในปี ค.ศ. 1896 คุณพ่อโปรดอม มอบหมายให้
                     คุณพ่อกองเตต์ ดูแลคริสตชนที่เวียงคุกซึ่งมีทั้งหมด 8 ครอบครัว อีก 1 ปี ต่อมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 30 ครอบครัว นับได้ว่าวงานแพร่ธรรมที่เวียงคุกมีความเจริญก้าวหน้ามากทีเดียว
                     ในสมัยของคุณพ่อกองเตต์เป็นเจ้าอาวาสที่เวียงคุกนั้น มีชาวบ้านที่อพยพมาจากที่อื่นเช่น บ้านผือ เมื่อมานับถือศาสนาคริสต์เพิ่มขึ้น ต่อจากนั้น คุณพ่อ และชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดหลังใหม่ขึ้น เป็นการแยกวัดออกจากบ้านพักคุณพ่ออย่างเป็นสัดส่วน
                     ในปีด ค.ศ. 1899 มีการตั้งมิสซังใหม่แยกออกจากมิสซังสยาม โดยถืออาณาเขตทางภาคอีสานทั้งหมด และประเทศลาว ตั้งขึ้นเป็นมิสซังใหม่ให้ชื่อว่า “มิสซังลาว” โดยมีพระคุณเจ้า ยัง มารีย์ กืออาส เป็นพระสังฆราชองค์แรกปกครองมิสซังลาว และพระคุณเจ้ากืออาส ได้เลือกหนองแสง เป็นศูนย์กลางของมิสซังลาว ในปีเดียวกันนี้เองที่คุณพ่อกองเตต์ ย้ายจากวัดเวียงคุก ไปเป็นอธิการบ้านเณรที่ดอนโดน และคุณพ่อยังเตต์ พร้อมกับครูคำสอนชื่อ ทวง ถูกส่งมาประจำที่เวียงคุก
                     ในปี ค.ศ. 1907 จำนวนคริสตชนที่เวียงคุก และวัดสาขาใกล้เคียง มีจำนวนถึง 276 คน และคริสตชนสำรองอีกประมาณ 200 คน นับว่าพระศาสนจักรทางเขตเวียงคุกมีความเจริญเติบโตมากเป็นอย่างที่น่าพอใจสมัยของคุณพ่อฟีแนน ยังเตต์  มีคนกลับใจมาก และศษสนาได้เผยแพร่ขึ้นไปถึงบ้านท่าบม จ.เลย
                       ในปี ค.ศ. 1918 คุณพ่อยังเตต์ ได้ย้ายกลับจังหวัดอุบลราบธานี  คุณพ่ออันตน หมุน ธารา เป็นสงฆ์ไทยองค์แรกถูกส่งมาประจำที่เวียงคุก ในสมัยนี้มีเด็กหญิง 2 ท่าน คือ อักแนส พิลา  ทิพย์สุข และลูซีอาคำบาง สีคำพอง มีความปรารถนาอยากเป็นภคินี จึงมาแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ เมื่อคุณพ่อได้พิจารณาความตั้งใจใจริงของเด็กทั้งสองคนแล้ว จึงส่งไปเข้าอารามคณะรักกางเขนที่เชียงหวาง ประเทศลาว
                       ในปี ค.ศ. 1931 คุณพ่ออัลแบรต์ ดง เจ้าอาวาสองค์ต่อมา ท่านได้รวบรวมคริสตชนชาวเวียงคุกตั้งเป็น “กลุ่มเพื่อการภาวนาและกิจกุศล” นับเป็นกลุ่มกิจกรรมกลุ่มแรกของวัดเวียงคุก โดยมีจุดประสงศ์เพื่อ ช่วยภาวนา สำหรับงานแพร่ธรรมของพระศาสนจักร ท่ามกลางคนต่างศาสนา ซึ่งมีการกลั่นแกล้งกันจนคนที่ไม่เข้าใจ คริสตชนได้รับความเดือดร้อนบ่อยๆ เงามืดของการเบียดเบียนเริ่มลอยเข้มากปกคลุมบ้างแล้ว
                       ในปี ค.ศ. 1940 การเบียดศาสนาได้ทวีความรุนแรงขึ้นถึงจุดเดือดประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรในมิสซังลาว ต้องจารึกไว้ในจิตใจของคริสตชนยากที่จะลืมเลือนเตือนให้รู้ว่า “คริสตชนจำนวน 7 ท่าน ถูกตำรวจฆ่าตาย เป็นมรณสักขีที่หมู่บ้านสองคอน เนืองจากไม่ยอมละทิ้งศาสนาคริสต์” ในจำนวนนั้น 2 ท่านเป็นลูกหลานชาวบ้านเวียงคุก คือซิสเตอร์อักแนสพิลา  ทิพย์สุข  และซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง สีคำพอง
                         จากการบอกเล่าของคริสตชนรุ่นเก่าชาวเวียงคุก กล่าวถึงการเบียดเบียนว่า วัดคาทอลิกที่เวียงคุกถูกรื้อถอน มีคนเอาไม้ไปสร้างบ้าน เอาสังกะสีไปมุงหลังคาตลาดที่เวียงคุก และระฆังตำรวจนำไปใช้สถานนีตำรวจเมืองหนองคาย เมื่อทางการที่กรุงเทพ ฯ ประกาศอนุญาติให้เปิดวัดคาทอลิกได้ ดังนั้น คริสตชน 6 ท่านจากเวียงคุกก็เข้าไปในเมืองหนองคาย เพื่อขอเปิดวัดปฏิบัติศาสนกิจกันใหม่ แต่หัวหน้าตำรวจสั่งให้จับคริสตชนทั้ง 6 ท่านนั้นขังคุกไว้เป็นเวลา 3 วัน คริสตชนทั้ง 6 ท่าน นั้นขังคุกไว้เป็นเวลา 3 วัน คริสตชนที่ถูกจับมีดังนั้ 1. ครูทวง วงศ์ธาตุ ครูคำสอน 2. นายรอด  สันต์นิกร 3.นายพิลา ยศแก้ว 4. นายบด  ยศแก้ว 5. นายเพ็ง โคธิเสน 6. นายผาง  ใสสว่าง ทั้ง 6 ท่านถูกจับในข้อหา “ห้อมล้อมคนต่างด้าวเพื่อนับถือศาสนาฝรั่งเศส แต่เป็นศาสนาสากล ใครจะนับถือศาสนาใดก็ได้มิใช่หรือ ?” เมื่อตำรวจไม่มีอะไรพูด ก็เลยขู่จะฆ่า ทิ้งล่องน้ำโขง หัวหน้าตำรวจสั่งให้ปรับคนะละ 12 บาท ในข้อหาห้อมล้อมคนต่างด้าว ทั้งหมด 6 คน ต้องเสียไป 72 บาท แล้วจึงปล่อยตัวกลับไปเวียงคุก
                           คุณพ่อองค์แรกที่เข้ามาเวียงคุกหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปแล้ว คือ คุณพ่อคาน  โสรินทร์  จากมิสซังท่าแร่-หนองแสง ได้เริ่มรื้อฟื้นกันใหม่ เนื่องจากวัดถูกรื้อถอนไปแล้วแต่เรือนครัวของคุณพ่อยังอยู่ในสภาพเดิม คุณพ่อคานจึงได้ถวายมิสซา ที่ เรือนครัวมีคริสตชนมาร่วมจำนวนมากจนเต็มล้นออกมา นับเป็นนิติตรหมายอันดีว่าคริสตชนยังตั้งมั่นคงในความเชื่ออยู่ ถึงแม้จะมีคนออกจากศาสนาไปบ้างก็ตาม และวัดใกล้เคียง เพื่อเปิดวัดคาทอลิกเช่นกัน
                           ในปี ค.ศ. 1948 คณะสงฆ์พระมหาไพ่ จากสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาประเทศไทยครั้งแรก ได้มาดูแลวัดช้างมิ่ง และวัดใกล้เคียง ต่อมาในปี ค.ศ. 1953 พื้นที่ 4 จังหวัดทางอีสานเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย หนองคาย เลย ขอนแก่น และอุดรธานี ถูกแยกออกจากมิสซังท่าแร่-หนองแสง ตั้งเป็นมิสซังใหม่เรียกว่า “มิสซังอุดรธานี” ทั้งนี้โดยให้อยู่ภายใต้การปกครองดูแลอขงสงฆ์พระมหาไถ่ โดยมีพระคุณเจ้าดูฮาร์ด ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระสังฆรักษ์” ประมุของค์แรก หลังจากที่แยกมิสซังแล้ว ยังได้สร้างศูนย์กลางขึ้น ต้องใช้วัดเวียงคุกเป็นศูนย์กลางขึ้น ต้องใช้วัดเวียงคุกเป็นศูนย์กลางชั่วคราว ในขณะขณะนั้นกำลังหาซื้อที่ดินในจังหวัดอุดรธานี และได้มาสร้างศูนย์กลางในขณะที่คณะมหาไถ่มาประจำที่เวียงคุก ได้เริ่มต้นสร้างวัดหลังใหม่ ซึ่งเป็นวัดหลังปัจจุบัน โดยได้รับการออกแบบจากสถาปนิกที่กรุงเทพณ และมีบราเดอร์ เควินเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และคริสตชนชาวเวียงคุกให้ความร่วมมือ ในการก่อสร้างเป็นอย่างดี ในระหว่างที่กำลังก่อสร้างวัดใหม่นั้นได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น คือ ดินที่ตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขงได้ถล่มลงมาทับนายเพ็ง โคธิเสน  ตายคาที่ นายบด และนายหนู ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากเขาเหล่านั้นไปขุดดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง เจาะเป็นอุโมงค์เพื่อเอาดินมาถมในบริเวณที่กำลังก่อสร้าง แต่ดินได้ถล่มลงมาเป็นเตุให้เกิดคนตายดังกล่าว ส่วนนายเคย  โคตรชมพู ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากนั่งร้านหลุดลงมาทับขา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุใด การสร้างวัดหลังใหม่นี้ต้องมีการพลีเลือดเนื้อ แม้กระทั่งชีวิต อุทิศให้กับการสร้างวัดหลังนี้ เหมือนกับพระคริสตเจ้าที่ยอมสละชีวิตเพื่อก่อตั้งพระศาสนจักรของพระองค์บนโลกนี้ วัดหลังใหม่ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1956 ตั้งชื่อวัดว่า วัดแม่พระลูกประคำ

 เมื่อพระคุณเจ้าโปรดอม ได้มอบให้คุณพ่อรองแดล ไปตั้งกลุ่มคริสตชนที่หนองคายและเวียงคุก คุณพ่อรองแดลได้ส่งคุณพ่ออาทานาซีโอ ผาย ซึ่งเป็นปลัดของท่านไปล่วงหน้าก่อนแล้ว ต่อมาจึงตามไปทีหลัง พ่อตู้หลวงจันทร์ซึ่งอยู่ที่เวียงคุก เมื่อได้ทราบข่าวก็ไปหาคุณพ่อรองแดล และเชิญมาที่เวียงคุกเพื่อไปสอนคำสอนและโปรดศีลล้างบาป โดยมีครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวแรก และได้เจริญก้าวหน้าต่อๆมา ภายใต้การอภิบาลของพระสงฆ์มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส
                     จากนั้นมามีคนจากบ้านใกล้เคียงกลับใจมาหาพระเจ้ามากขึ้น จนกระทั่งขยายไปยังจังหวัดใหญ่ โดยเฉพาะที่บ้านท่าบม ต่อมาคุณพ่ออันตน หมุน ธารา ซึ่งเป็นพระสงฆ์ไทยองค์แรกมารับหน้าที่ที่เวียงคุกและบริเสวณดังกล่าว จากบ้านเวียงคุก คุณพ่อก็ได้ส่ง อักแนสพิลา ทิพย์สุข และ ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง สีคำพอง ไปเข้าอารามที่เซียงหวาง ประเทศลาว  ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการเบียดเบียนศาสนา ทำให้ซิสเตอร์ทั้งสองเป็นมรณสักขี 2 องค์ แห่งประเทศไทย จากนั้นคุณพ่อคาร โสรินทร์ จากมิสซังท่าแร่-หนองแสง ได้มาดูแลจนกระทั่งปี ค.ศ.1953 พระสงฆ์คณะพระมหาไถ่จากสหรัฐอเมริกาได้มารับหน้าที่อภิบาล โดยมีพระคุณเจ้าดูฮาร์ต เป็นประมุข ได้สร้างวัดใหม่ เมื่อปี ค.ศ.1956 และตั้งโรงเรียนโรซารีโอวิทยาขึ้น
                     เมื่อปี ค.ศ.1959 กิจกรรมของวัดและโรงเรียนได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้โดยอาศัยคำวิงวอนของมรณสักขีทั้ง 7 แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะจากซิสเตอร์อักแนส พิลา และซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง

    สถานที่ใกล้เคียง           ทางรถเรียบริมแม่น้ำโขงผ่านสถานีรถไฟระยะทาง 17 กม.
    จำนวนสัตบุรุษ              ประมาณ 250 คน
    มิสซาวันอาทิตย์            07.30 น.
    มิสซาวันเสาร์                19.30 น.
    มิสซาวันธรรมดา           06.30 น.
    กิจกรรมของวัด              มีกลุ่มพลมารีบ้าน , พลมารีครู , เยาวชนคาทอลิก , สภาภิบาลวัด, กลุ่มวินเซนเดอ ปอล , สมาคมผู้สูงอายุคณะเซอร์ร่า
    โรงเรียนวัด                  โรงเรียนโรซารีโอวิทยา , คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร
    จำนวนครู                         50 คน

    นักเรียน                         ประมาณ 1,140 คน